วันพุธที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2560

กฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์


กฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์

วิเคราะห์กฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ 👇

กฎหมายคุ้มครองสัตว์ฉบับแรกในประเทศไทยเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2557 คือ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ เนื่องจากเกิดการทารุณกรรมสัตว์ที่มีมากขึ้น เช่นการซื้อขายส่งออกสุนัขนำไปรับประทาน หรือการใช้แรงงานสัตว์ที่หนักเกินไป เราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีการทำร้ายสัตว์มากขึ้น ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นสัตว์จรจัดที่ไม่มีเจ้าของ กฎหมายฉบับนี้ห้ามทำทารุณต่อสัตว์ โดยห้ามทำให้สัตว์เจ็บปวดทางกายหรือใจ จนพิการหรือตาย ห้ามใช้สัตว์ในการประกอบกิจกรรมทางเพศ ห้ามใช้แรงงานสัตว์หนักเกินไป จนทำให้สัตว์ป่วยหรือตาย ห้ามใช้สัตว์พิการ สัตว์แก่ หรือสัตว์ป่วย มาหาผลประโยชน์ หากมีผู้ใดฝ่าฝืนไปทำร้ายทารุณสัตว์ มีโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งการออกกฎหมายฉบับนี้ออกมาถือว่าเป็นสิ่งดี เพราะเป็นการคุ้มครองสัตว์ที่เปรียบเสมือนเพื่อนของเรา

ข้อดี 👇
1.เนื้อหาสั้นกระทัดรัดง่ายต่อการเข้าใจ
2.เป็นภาพการ์ตูนมีความน่าสนใจ
3.น้ำเสียงฟังชัด 

ข้อเสีย 👇
1.บางช่วงเสียงดนตรีดังเกินไป
2.เนื้อหายังไม่ครบถ้วน





วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560

คหปคนินท์ บาบ๋าสินสมรส

คหปคนินท์ บาบ๋าสินสมรส


           เชื่อว่าในชีวิตของลูกผู้หญิงสิ่งที่เป็นความฝันอันสูงสุด คือการแต่งงาน การได้ใส่ชุดเจ้าสาวสวยๆ และการแต่งงานที่ถูกต้องตามหลักประเพณี ซึ่งพิธีวิวาห์ที่เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นของชาวภูเก็ต คือประเพณีแต่งงานบาบ๋า เป็นการออกเรือนของคู่บ่าวสาวแบบโบราณ ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์แบบจีนเอาไว้อย่างชัดเจน มีการแต่งกายบ่าวสาวที่ประกอบไปด้วยเครื่องประดับที่แสดงถึงความมั่งคั่ง และขบวนพิธีที่มีความอลังการสีสันสวยงามตระการตา ที่พยายามแสดงออกให้เห็นถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของคนผู้นั้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งถ้าเรามองกลับกัน ย้อนไปถึงผู้คนที่คุณภาพชีวิตที่ต่างกัน เติบโตที่ครอบครัวที่ต่างกัน ขาดโอกาสในชีวิตมากมาย ทำให้เรามองเห็นการแต่งงานของ"ชาวม้ง"
ที่มีการฉุดกระชากหญิงสาวที่ตนต้องการจะได้ ซึ่งมีผู้คนได้ถ่ายคลิปวิดีโอพิธีกรรมนี้เผยแพร่ลงสื่อออนไลน์ ทำให้มีผู้คนมากมายพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม การกระทำที่ไร้สิทธิมนุษยชน การไม่ให้เกียรติและยังถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอีกด้วย ซึ่งพิธีกรรมนี้ในอดีตนั้นชาวม้งนิยมการแต่งงานโดยวิธีการฉุดเป็นส่วนมาก การฉุดจะกระทำเมื่อฝ่ายหญิงไม่รับรักชายหนุ่มก็จะฉุดไปขังไว้ในบ้าน ซึ่งจะนำไปสู่การแต่งงานในภายหลัง หากเรานำมาคิดข้อคิดในเรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องเศร้าใจในสังคม ที่บ่งบอกถึงความไม่เท่าเทียมกันของชายหญิงที่ยังมีอยู่ในสังคม ในอดีตเราจะเห็นว่าผู้หญิงจะตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ชายอยู่เสมอ ไม่มีสิทธิที่จะออกปากอออกเสียง อาจเพราะความเชื่อที่ว่า....
"ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง" แต่ในปัจจุบันกาลเวลาเปลี่ยนโลกเปลี่ยนความเชื่อนี้เริ่มจางหายไป เนื่องจากผู้หญิงที่โดนฉุดไปบางคู่โดนทำร้ายร่างกาย บางคู่ชีวิตคู่ไปกันไม่รอดเพราะไม่มีความรัก อีกทั้งกฎหมายก็ออกมาคุ้มครองสิทธิสตรีมากขึ้น ทำให้ผู้หญิงมีจุดยืนในสังคมมากขึ้น
       ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นการแต่งงานตามประเพณีต่างๆ ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่จะการันตีได้ว่าชีวิตคู่ของเราจะไปรอด
"การแต่งงานนั้นควรเกิดจากความรักไม่ใช่การเอาชนะ ไม่ใช่การข่มเหงแต่ควรเป็นการให้เกียรติ"